sansiri.com

พันธมิตร

The Standard

The Standard

จากสถานที่สำหรับการพักผ่อนเพียงเท่านั้น สู่การเป็นหัวใจของชุมชนท้องถิ่น... โรงแรมแห่งอนาคตกำลังสร้างคำนิยามใหม่ให้กับงานบริการ

อ่านเพิ่มเติม

ภาคธุรกิจ: ธุรกิจบริการ/การท่องเที่ยว

ปีที่ก่อตั้ง: 2542

ที่ตั้ง: นิวยอร์ก ลอสแองเจลิส ไมอามี ลอนดอน (เปิดตัวปี 2561)

โลโก้ (ตราสัญลักษณ์) The Standard สะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี เพราะนี่คือแบรนด์ที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมโรงแรมให้แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

 

นับตั้งแต่เปิดสำนักงานแห่งแรกในเวสต์ฮอลลีวูดเมื่อปี 2542 บริษัทฯ ได้สร้างประสบการณ์ของโรงแรมรูปแบบใหม่ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ดีไซน์อันโดดเด่น และการเป็นจุดหมายปลายทางที่ตั้งอยู่ในใจกลางแหล่งวัฒนธรรมท้องถิ่น

“ยังมีอีกหลายสิ่งที่เราทำได้อีกมากทีเดียว – ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีกและร้านอาหาร หรือในส่วนของสิ่งพิมพ์และสื่ออื่นๆ เรากำลังขยายรูปแบบการทำธุรกิจของโรงแรมออกไป” Amar Lalvani, CEO

The Standard คือศูนย์กลางของพลังสร้างสรรค์และการผสมกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งในแต่ละเมืองที่โรงแรมตั้งอยู่ นอกจากจะเป็นสถานที่จัดงานสำคัญต่างๆ แล้ว โรงแรมยังมีพื้นที่จัดกิจกรรมการตลาดแบบ Pop-up เพื่อดึงดูดผู้บริโภค และการจัดวางงานศิลปะต่างๆ ที่น่าสนใจตามที่สาธารณะต่างๆ The Standard เป็นแบรนด์ที่มีแนวคิดแปลก แตกต่างและแหวกแนวในทุกๆ ด้าน โดยตอบสนองทั้งความต้องการของผู้หลีกหนีความวุ่นวายและนักแสวงหาความแปลกใหม่ ในปัจจุบัน The Standard มีโรงแรมในเครือทั้งหมด 5 แห่ง ตั้งอยู่ที่นิวยอร์ก ลอสแองเจลิส และไมอามีบีช พร้อมเตรียมเปิดสาขาในต่างประเทศเป็นแห่งแรกเร็วๆ นี้ที่กรุงลอนดอน นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของเครือโรงแรมบูติก ‘Bunkhouse’ โดยมีสาขาอยู่ในซานฟรานซิสโก เท็กซัส และเม็กซิโก โรงแรมกลุ่มนี้ได้ขยายขอบเขตของ The Standard ออกไปยังเมืองเล็กๆ ต่างๆ ที่เต็มไปด้วยไปด้วยฉากศิลปะอันรุ่งเรือง

“ยังมีอีกหลายสิ่งที่เราทำได้อีกมากทีเดียว” Amar Lalvani, CEO กล่าว “ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีกและร้านอาหาร หรือในส่วนของสิ่งพิมพ์และสื่ออื่นๆ เรากำลังขยายรูปแบบการทำธุรกิจของโรงแรมออกไป” สถานบันเทิงยามค่ำคืนและร้านอาหารในเครือ The Standard มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้โรงแรม จึงเป็นจุดหมายของคนท้องถิ่นเช่นเดียวกับผู้มาเยือน ส่วนร้านค้าในโรงแรมก็จำหน่ายผลิตภัณฑ์เอ็กซ์คลูซีฟจากศิลปินต่างๆ หนังสือ เสื้อผ้า ไปจนถึงสินค้ามีดีไซน์ให้ผู้มาเยือนได้เลือกซื้อกลับไปเป็นที่ระลึก นอกจากนี้ นิตยสาร Standard Culture ก็ได้รวบรวมเนื้อหาของสิ่งที่ The Standard หลงใหลไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม ดนตรี ศิลปะ และการพบเจอผู้คนใหม่ๆ โดยมีการนำเสนอทั้งในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดิจิทัล

 

การจับมือเป็นพันธมิตรกับแสนสิริช่วยให้ The Standard ก้าวสู่อาณาจักรแห่งใหม่ทางความคิดสร้างสรรค์และความร่วมมือกัน รวมทั้งได้มีโอกาสขยายธุรกิจไปยังย่านพักอาศัยและตลาดใหม่ๆ ที่เปี่ยมศักยภาพ Lalvani กล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเร่งมือทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง …แสนสิริเป็นผู้เติมเต็มองค์ประกอบและแรงจูงใจให้กับกระบวนการนี้ของเรา”

 

“ไม่มีใครตอบสนองวิถีชีวิตอย่างที่ผู้คนต้องการได้อย่างแท้จริง” Lalvani กล่าวสรุป “แต่แสนสิริช่วยให้เราตอบโจทย์นี้ได้ เราอยากทำในสิ่งที่ไม่มีกลุ่มโรงแรมไหนทำสำเร็จมาก่อน และเราก็กำลังทำสิ่งนั้นแล้วในตอนนี้”

Q&A

Amar Lalvani

CEO

ถาม: ธุรกิจโรงแรมยังสามารถยืนหยัดได้อยู่หรือไม่ในยุคที่ผู้คนหันมาแบ่งปันที่พักอาศัยกันมากขึ้น?

ตอบ: แน่นอนครับ มันน่าแปลกนะครับที่ที่พักในธุรกิจห้องพักให้เช่านี้กลับไม่ได้ทำให้ผู้คนมารวมตัวกัน โมเดลธุรกิจที่เน้นความสำคัญในเรื่องของการแบ่งปันนั้นเป็นเรื่องดีครับแต่ก็ไม่สามารถมอบประสบการณ์ให้กับลูกค้าอย่างที่เรามอบให้ได้ แน่นอนว่าการแข่งขันรูปแบบใหม่ๆ นี้ทำให้โรงแรมอย่างเราต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาในสิ่งที่ทำให้เราพิเศษกว่าคนอื่น

ถาม: ทำไมถึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบดั้งเดิมที่มีอยู่?

ตอบ: โลกหมุนอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจก็เปลี่ยนไป รวมทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วย เราไม่มีทางเลือกอื่นหากต้องการอยู่รอดในธุรกิจ และสิ่งที่ The Standard ทำก็ไม่ใช่เพียงเพื่ออยู่รอดเท่านั้น

ถาม: คุณใช้เวลาในวันหยุดทำอะไร?

ตอบ: สำรวจและมองหาครับ แล้วก็มองดูสิ่งใหม่ๆ การค้นหาสิ่งที่ดีอย่างต่อเนื่องนี่เองที่ทำให้ The Standard อยู่เหนือกว่ามาตรวัดมาตรฐานทั่วๆ ไป

One Night

One Night

แอพพลิเคชั่นจองที่พักที่พัฒนามาจากความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคสร้างนิยามใหม่ให้กับการจองที่พักได้เพียงแค่ในวันเดียวในโรงแรมชั้นนำทั่วโลก

อ่านเพิ่มเติม

ภาคธุรกิจ: ธุรกิจบริการ / การท่องเที่ยว

ปีที่ก่อตั้ง: 2559

ที่ตั้ง: ลอนดอน, นิวยอร์ก, ลอสแอนเจลิส, ออสติน, บอสตัน, ชิคาโก, แนชวิลล์, ลาสเวกัส, ไมอามี, ซานฟรานซิสโก, เดอะ แฮมป์ตันส์, วอชิงตัน ดี.ซี.

คนรุ่นใหม่ต่างต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถตอบสนองความพึงพอใจของตัวเองได้ในทันที ความต้องการในสิ่งที่หาซื้อได้ในเวลาที่ต้องการนั้น ทำให้รูปแบบของการบริโภค และการจับจ่ายสินค้าของคนยุคใหม่เปลี่ยนไป และนั่นย่อมรวมไปถึงรูปแบบการจองห้องพักด้วยเช่นกัน

 

One Night คือแอพพลิเคชั่นการจองโรงแรมที่เรียบง่าย สะดวกสบาย คุณสามารถจองโรงแรมที่ดีที่สุด ในราคาที่คุ้มค่าที่สุดได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยเริ่มกันตั้งแต่เวลาบ่าย 3 โมง โดยโรงแรมกว่า 125 แห่งจาก 11 มหานครทั่วโลกจะพากันเสนอราคาที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุดในวินาทีสุดท้ายก่อนคุณตัดสินใจมาให้คุณได้จับจองและทำการเข้าพักในคืนวันเดียวกัน

“One Night ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่สร้างผลตอบแทนอันน่าพึงพอใจให้กับโรงแรมต่างๆ ผ่านการจองที่พักภายในวันเดียว สร้างรายได้จากห้องพักที่ยังว่างอยู่ อีกทั้งยังช่วยยกระดับการรับรู้แบรนด์ได้ด้วยการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ One Night ร่วมกับโรงแรมชั้นนำอีกมากมาย” Jimmy Suh, President and Co-founder

แอพพลิเคชั่นดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นโดยสแตนดาร์ด อินเตอร์แนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มโรงแรมในเครือ The Standard แอพพลิเคชั่นจะทำการรวบรวมโรงแรมและคัดสรรโรงแรมจากแบรนด์ในเครือมาให้คุณได้เลือกสรร นอกจากนี้ เรายังบริการคำแนะนำพร้อมปรับปรุงข้อมูลแบบรายชั่วโมงจากแต่ละโรงแรม และพื้นที่ข้างเคียงมาให้คุณตัดสินใจได้อย่างง่ายๆ ว่าควรไปจะไปที่ไหน ควรทำอะไร มีอะไรอร่อย ร้านไหนน่านั่ง โดยไม่จำเป็นว่าคุณจะทำการจองโรงแรมผ่านแอพหรือไม่ก็ตาม

 

One Night เป็นตัวแทนของแนวคิดใหม่ในธุรกิจบริการที่มองว่า คู่แข่งทางธุรกิจที่จริงแล้วไม่ถือเป็นคู่แข่ง หากแต่เป็นพันธมิตรและเครือข่ายอันทรงประสิทธิภาพ

“ผมเคารพและชื่นชมในวิสัยทัศน์ของแบรนด์โรงแรมพันธมิตรของเราอย่างยิ่ง” Jimmy Suh ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง One Night กล่าว “แอพพลิเคชั่นนี้ถือเป็นพื้นที่ในการแสดงศักยภาพของหลากหลายแบรนด์โรงแรมชั้นนำที่เราให้การยกย่องมากที่สุด”

 

โรงแรมที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับเราต่างวางตัวและมีจุดยืนไม่ต่างไปจากรูปแบบการบริหารกิจการของ The Standard เท่าไหร่นัก แต่ละโรงแรมต่างมีความโดดเด่น เป็นตัวของตัวเอง ใส่ใจการออกแบบและไม่มองข้ามรายละเอียดเล็กน้อย อีกทั้งยังสร้างคุณค่าให้กับชุมชนรายรอบด้วยการทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ในท้องถิ่น

 

ด้วยการตกแต่งที่เน้นโทนสีขาว-ดำแบบเรียบหรูและดูดี One Night มีวิธีนำเสนอห้องพักจากหลากโรงแรมให้กับลูกค้าได้อย่างเห็นภาพ การจัดเรียงแบบสุ่มโดยไม่มีลำดับชัดเจนทำให้เข้าใจได้ว่าประเด็นราคาไม่ใช่เรื่องใหญ่ One Night อยากชวนคุณให้เลื่อนไปดูราคาห้องพักด้วยตัวเอง

 

หลังการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น One Night ผู้ก่อตั้งต่างประหลาดใจเมื่อพบว่ากว่า 70% ของการจอง มาจากลูกค้าใหม่ แถมส่วนใหญ่ยังเป็นคนที่อยู่อาศัยในพื้นที่นั้นๆ อีกด้วย เป็นไปได้มากทีเดียวว่าแอพตัวนี้ได้สร้างแนวทางใหม่ในการดื่มด่ำกับบรรยากาศของเมืองให้กับคนในพื้นที่ด้วยการทำให้การจองห้องพักแบบทันทีทันใดไม่ได้วางแผนมาก่อนเป็นเรื่องง่าย ทั้งนี้ยังพบว่าโรงแรมที่ร่วมเป็นพันธมิตรทั้งหลายต่างพึงพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้และต่างก็ยินดีที่ได้ทำงานร่วมกับแบรนด์ที่มีแนวคิดในการทำธุรกิจใกล้เคียงกันอีกด้วย

One Night มอบโอกาสในการเพิ่มรายได้สูงสุดจากค่าห้องพักให้กับโรงแรมต่างๆ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ต่าง ๆ ที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรอีกด้วย ในส่วนของลูกค้า Jimmy Suh อธิบายว่า One Night พร้อมมอบ “ราคาที่ดีที่สุดในช่วงวินาทีสุดท้ายก่อนการตัดสินใจจองโรงแรม โดยที่ลูกค้ายังคงได้รับการดูแลและการบริการอย่างเต็มที่จากโรงแรมเช่นเดิม แม้จะไม่ได้วางแผนการจองล่วงหน้ามาก่อนก็ตาม”

 

“ความร่วมมือกับแสนสิริช่วยให้เราแสดงศักยภาพที่มีได้อย่างเต็มที่และเติบโตได้ในระดับนานาชาติ” Jimmy Suh กล่าว ก่อนที่ Standard International จะเปิดตัว One Night นั้น “ยังไม่เคยมีกลุ่มธุรกิจโรงแรมใดกล้าหาญและเชี่ยวชาญมากพอที่จะกระจายโอกาสทางธุรกิจให้กับแบรนด์โรงแรมอื่นๆ เลย ด้วยวิสัยทัศน์ของแสนสิริในการมุ่งพัฒนาแบรนด์สู่ระดับสากล และการเน้นให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในการวางรากฐานอันแข็งแกร่งสู่อนาคตนั้นถือเป็นคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนที่จะเป็นพันธมิตรกับ One Night”

Q&A

Jimmy Suh

ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง One Night

ถาม: ทำไมคุณจึงใส่ใจกับการคัดสรรมาก มันสำคัญอย่างไร?

ตอบ: ความพิถีพิถันในการคัดสรรโรงแรมจะช่วยทำให้ผู้ใช้แอพฯ เชื่อมั่นและวางใจในบริการของเรา ขณะเดียวกัน การใส่ใจในรายละเอียดเช่นนี้ยังทำให้เราชนะใจลูกค้าชั้นดีที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่แตกต่างที่เรามอบให้อีกด้วย

ถาม: ปกติแล้วคุณชอบไปเที่ยวที่ไหนช่วงวันหยุด?

ตอบ: ผมค่อนข้างจะเทใจให้หาดทรายสวยและน้ำทะเลใสนะ โดยเฉพาะถ้าเป็นรีสอร์ต ที่ออกแบบให้ได้สัมผัสความงามในเนื้อแท้ธรรมชาติด้วย ยิ่งใช่เลย

ถาม: ช่วงที่ผ่านมา มีอะไรที่คุณตัดสินใจทำแบบไม่ได้เตรียมการล่วงหน้าบ้าง?

ตอบ: ก็คงเป็นการเซอร์ไพรส์ภรรยาด้วยการที่จู่ๆ ก็ชวนเธอออกไปเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์แถบตอนเหนือของนิวยอร์กละมั้งครับ

Hostmaker

Hostmaker

ผู้บริหารจัดการธุรกิจที่พักให้เช่าชั้นนำที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่พร้อมมอบประสบการณ์สุดประทับใจให้กับคนรุ่นใหม่

อ่านเพิ่มเติม

ภาคธุรกิจ: การท่องเที่ยว/ธุรกิจบริการ/อสังหาริมทรัพย์

ปีที่ก่อตั้ง: 2557

ที่ตั้ง: ลอนดอน บาร์เซโลน่า ปารีส โรม

คนรุ่นใหม่ต่างฝันหาประสบการณ์อันล้ำค่าและท้าทาย แต่ละคนต่างกระหายที่จะเรียนรู้และพร้อมพาตัวเองออกเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์เหล่านั้น อย่างไรก็ดี ความสะดวกสบายและสไตล์ที่ถูกใจก็ย่อมเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้

 

Hostmaker คือหนึ่งในบริการจัดการดูแลที่พักให้เช่าที่เปิดให้คนทั่วไปได้เข้าพัก โดยมีพื้นที่ให้บริการหลักๆ อยู่ในลอนดอน โรม ปารีส และบาร์เซโลน่า Hostmaker รับรองว่าลูกค้าจะสามารถใช้ช่วงเวลาในวันหยุดยาวอย่างคุ้มค่าด้วยการออกไปสำรวจดินแดนใหม่ๆ โดยไม่ต้องกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องบ้าน หรือหากนักเดินทางอยากเปิดบ้านให้คนอื่นเข้าพักในช่วงที่ตัวเองไม่อยู่บ้าน ก็พร้อมที่จะทำได้อย่างไร้ข้อกังวล

“หาก ‘บ้าน’ ได้รับการยอมรับให้เป็นที่พักอันสะดวกสบายระหว่างการเดินทางสำหรับนักเดินทางแล้ว การนำประสบการณ์และบริการแบบโรงแรมเข้ามาใช้ก็จะสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมากมายไม่รู้จบ” Nakul Sharma, CEO

Nakul Sharma ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Hostmaker ผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมบริการมานานกว่า 15 ปี เกิดไอเดียนำความสะดวกสบายจากโรงแรมหรูมาสู่โมเดลของการแบ่งปันที่พักในราคาย่อมเยา บริษัทของเขานำเสนอบริการจัดการแบบครบวงจรให้กับเจ้าของที่พักในเครือ Airbnb ที่ต้องการยกระดับรายได้ในการเปิดบ้านให้ผู้อื่นได้เข้าพัก พร้อมลงลึกถึงรายละเอียดต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ลูกค้าที่ฝากที่พักไว้ในความดูแลของ Hostmaker นั้นจะมั่นใจได้ว่า ตนเองสามารถออกเดินทางไปอย่างไว้วางใจว่า บ้านของตัวเองจะได้รับการดูแลอย่างดี ด้วยการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ

 

Hostmaker เป็นธุรกิจบริการที่รองรับนักเดินทางผู้รักความอิสระ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางเป็นกลุ่มหรือเป็นครอบครัว “หาก ‘บ้าน’ นั้นได้รับการยอมรับให้เป็นที่พักอันสะดวกสบายระหว่างการเดินทางสำหรับผู้คน การนำประสบการณ์และบริการแบบโรงแรมเข้ามาใช้ก็สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมากมาย” Sharma กล่าวเสริมอีกว่า “เราไม่อาจดูแลแขกที่เข้าพักด้วยบริการตามมาตรฐานโรงแรมก็จริง แต่เราเชื่อมั่นว่า ความไม่เหมือนใครของบ้านแต่ละหลังและเพื่อนบ้านที่รายรอบนั้นคือสิ่งที่ดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาพักกับเราแล้วถึงกว่า 150,000 ราย แน่นอนว่า ประสบการณ์โฮมสเตย์สุดพิเศษที่เรามอบให้นั้นย่อมเติมเต็มความต้องการของแขกที่ได้สัมผัสเป็นอย่างดี”

“สิ่งที่นักเดินทางต่างต้องการคือที่พักที่ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน – ความรู้สึกที่เปรียบเสมือนการได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจของคนในชุมชนที่พักอาศัยนั้นๆ คลุกคลีซึมซับอยู่กับช่วงเวลาดีๆ ตรงนั้นสัก 4-5 วัน ไม่ก็ยาวเป็นสัปดาห์” Sharma กล่าวต่อไปว่า “นักเดินทางรุ่นใหม่ต่างต้องการสำรวจพื้นที่รอบๆ ที่พักด้วยความมั่นใจ เสมือนตัวเองเป็นเจ้าของบ้าน” Hostmaker จะค่อยๆ ช่วยปรับประวัติโปรไฟล์ของลูกค้าให้อย่างง่ายๆ ช่วยดูแลการสื่อสารออนไลน์กับแขกที่จะเข้าพัก อีกทั้งยังส่งคนไปต้อนรับแขกเป็นการส่วนตัวเพื่อดูแลการเข้าพักและส่งต่อกุญแจบ้านด้วยความเป็นมิตร สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้คือสิ่งที่สร้างความแตกต่างได้ ไม่ว่าจะเป็นผ้าปูเตียงสะอาด ใหม่ และขึงตึงสวยงาม ผ้าเช็ดตัวนุ่ม หรือเซตอุปกรณ์ต้อนรับที่มาพร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับสถานที่ที่ห้ามพลาด ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดกระแสบอกต่อจนมีแขกมาพักซ้ำแล้วซ้ำอีก และยังได้รับคะแนนรีวิวระดับห้าดาว

 

Hostmaker รู้ดีว่าลูกค้าที่มาพักในบ้านแต่ละหลังนั้น ต่างต้องการความเป็นส่วนตัวและสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร อย่างไรก็ดี การตกแต่งภายในก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าเลือกเข้าพักไม่น้อยกว่าปัจจัยด้านราคาและทำเลที่ตั้ง “สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราแตกต่างไปจากบริการในรูปแบบเดียวกัน คือ เรามีบริการตกแต่งภายในให้แก่ลูกค้าด้วย” Sharma กล่าว เจ้าของบ้านสามารถจ้าง Hostmaker ให้นำตากล้องมืออาชีพมาช่วยถ่ายภาพบ้าน หรือช่วยออกแบบจัดการพื้นที่ภายในบ้านให้ออกมาดูดีได้ แน่นอนว่า ภาพที่มีความคมชัดสูงจะสามารถเพิ่มยอดการเข้าชมได้ถึง 35% แถมยังเพิ่มปริมาณการจองได้ถึงสี่เท่าเลยทีเดียว

 

“เราค่อนข้างใส่ใจกับรูปแบบบ้านในความดูแลของเรา” Sharma เสริมต่ออีกว่า “แสนสิริช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น โดยทางแสนสิริมีโครงการบ้านพักอาศัยมากมาย ไม่เฉพาะแต่ในกรุงเทพฯ หากยังรวมไปถึงเมืองใหญ่อื่นๆ ในประเทศไทยอีกด้วย” แสนสิริคือธุรกิจไทยที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลในระดับโลก และสอดคล้องกับทาง Hostmaker เองก็ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ทางธุรกิจด้วยเช่นกัน Sharma กล่าวต่อ “ขณะที่เราริเริ่มบุกตลาดมายังทวีปเอเชีย ภาพลักษณ์ที่ดีและประสบการณ์ในเรื่องของที่พักอาศัยอันยาวนานของแสนสิริในตลาดเหล่านี้จะช่วยเราได้อย่างมาก”

Q&A

Nakul Sharma

CEO

ถาม: การริเริ่มรุกตลาดเอเชียมีความสำคัญอย่างไรสำหรับ Hostmaker?

ตอบ: ความใฝ่ฝันของเราคือการเติบโตเป็นผู้ให้บริการที่พักโฮมสเตย์เพื่อการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งแน่นอนว่าต้องรวมหลายๆ เมืองใหญ่ในเอเชียเข้าไว้ด้วยกัน สำหรับเราแล้ว ต่อจากทวีปยุโรป ทวีปเอเชียถือเป็นเป้าหมายที่เราต้องการขยายธุรกิจเข้าไปตลอดมา

ถาม: อยากให้ลองอธิบายลักษณะของนักเดินทางรุ่นใหม่สักนิด

ตอบ: สำหรับพวกเขา การเดินทางไปยังเมืองต่างๆ เพียงเพื่อไปเยือนนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป พวกเขาต้องการซึมซับประสบการณ์เหมือนกับคนที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้นๆ จริงๆ

ถาม: อะไรคือสามสิ่งที่ทำให้คุณอุ่นใจเสมือนอยู่บ้านที่ขาดไม่ได้ระหว่างเดินทาง?

ตอบ: คงเป็นลำโพงที่ช่วยให้ผมได้ฟังเพลงที่ชอบตลอดเวลา คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปที่ใช้ดูรายการโปรดได้ แล้วก็รองเท้าวิ่งคู่โปรดของผมครับ สำหรับผม นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการออกสำรวจพื้นที่ใหม่ๆ เลยล่ะครับ!

JustCo

JustCo

การแบ่งปันถือเป็นเรื่องดี Co-Working Offices ถือเป็นบริการสถานที่ทำงานแนวใหม่ที่มีความยืดหยุ่นสูงและพร้อมบริการคุณตลอด 24 ชม. คุณลักษณะเหล่านี้ตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่ ตั้งแต่กลุ่มคนที่ไม่ได้มีอาชีพทำงานประจำ จนถึงเจ้าของกิจการ

อ่านเพิ่มเติม

ภาคธุรกิจ: พื้นที่ทำงาน

ปีที่ก่อตั้ง: 2558

ที่ตั้ง: สิงคโปร์

ขอบเขตการทำงานของคนรุ่นใหม่นั้นขยายออกไปกว้างไกลเกินกว่าการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ อีกต่อไป

 

ต้องขอบคุณแนวคิดโมเดลของการทำงานร่วมกัน บริษัท และคนที่ไม่ได้มีอาชีพทำงานประจำไม่จำเป็นต้องทำงานใบบรรยากาศที่โดดเดี่ยว และแบกภาระค่าเช่าสำนักงานระยะยาว หรือต้องถูกบีบให้ทำงานอยู่แต่ในบ้านอีกต่อไป ต่อจากนี้ไปพวกเขาสามารถจ่ายค่าเช่าเพียงเล็กน้อยเพื่อเปิดพื้นที่ทำงานที่พร้อมสรรพได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ด้วยการแบ่งปันพื้นที่ทำงานร่วมกับกลุ่มคนทำงานที่มีศักยภาพหรือธุรกิจที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน การทำงานร่วมกันในลักษณะนี้จุดประกายไอเดียใหม่ๆ ได้อย่างแท้จริง

“พื้นที่ทำงานร่วมแบบ Co-Working Space คือปัจจุบันและอนาคตของการทำงานในวิถีใหม่ คือการมีส่วนร่วมของผู้คนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเราพร้อมจะช่วยทำให้ชีวิตการทำงานของทุกคนดีขึ้น” Wan Sing Kong, CEO

การออกแบบพื้นที่ทำงานร่วมแบบ Co-Working Space นั้น ไม่ใช่เป็นเพียงการออกแบบสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการทำงานหรือสร้างพื้นที่ให้ดูดีมีสไตล์เพียงเท่านั้น บริษัท JustCo ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์เข้าใจในทุกมิติของพื้นที่ทำงานที่ต้องใช้ร่วมกันเป็นอย่างดี นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม JustCo จึงเป็นหนึ่งในบริษัทที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในธุรกิจ Co-Working Space ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

สิ่งที่ทำให้ JustCo ทิ้งห่างจากธุรกิจ Co-Working Space รายอื่นๆ ก็คือ การอนุญาตให้กลุ่มธุรกิจเกิดใหม่ต่างๆ และผู้ประกอบการรายย่อยทำงานนอกเวลางานได้อย่างสบายใจ ด้วยพื้นที่ทำงานอันแสนยืดหยุ่นและได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับความต้องการที่แตกต่างกันออกไป การช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอาคารสถานที่ย่อมเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ช่วยให้ธุรกิจน้องใหม่เติบโตและพัฒนาขึ้นได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้ง การทำงานร่วมกับกลุ่มธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล กระตุ้นให้เกิดการสร้างเครือข่าย การเข้าร่วมเป็นพันธมิตร และต่อเติมความสัมพันธ์ในหมู่ผู้นำความคิดทางนวัตกรรมที่สามารถสร้างกำไรร่วมกันได้ในอนาคตอีกด้วย โมเดลต้นแบบอันโดดเด่นของ JustCo ยังสามารถดึงดูดสมาชิกของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกให้เข้ามาใช้บริการได้เช่นกัน นอกจากนี้ นักธุรกิจที่เดินทางมาจากต่างประเทศยังสามารถพกพางานสำคัญมาทำพร้อมๆ กับการเดินทางได้อีกด้วย

ปัจจุบัน JustCo ได้สร้างพื้นที่ทำงานร่วมแบบ Co-Working Space แล้วถึง 11 แห่งทั่วสิงคโปร์ Wan Sing Kong ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JustCo กล่าวว่า “เราวางแผนที่จะขยายธุรกิจไปทั่วเอเชีย ในส่วนของกรุงเทพฯ นั้น เราได้ทำเลยอดเยี่ยมบนอาคารเอไอเอ สาทร ทาวเวอร์ ในย่านธุรกิจบนถนนสาทร และมีแผนที่จะขยายไปยังกัวลาลัมเปอร์ จาการ์ตาร์ ฮ่องกง และโฮจิมินห์ในปีหน้า” แต่ละพื้นที่ที่ JustCo เลือกนั้น ตอบโจทย์ทั้งในด้านของพื้นที่ที่มีแสงธรรมชาติอย่างเพียงพอ การออกแบบจัดวางโต๊ะเพื่อศักยภาพสูงสุดในการทำงาน เฟอร์นิเจอร์สไตล์สแกนดิเนเวียนที่ทันสมัย ริมผนังอิฐ พร้อมแสงไฟที่ปรับระดับได้ อันจะช่วยขับเน้นบรรยากาศและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานได้เป็นอย่างดี นี่เองคือสมดุลของความเป็นมืออาชีพและสังคมการทำงานที่เป็นมิตร

 

นอกจากอุปกรณ์ออฟฟิศเต็มรูปแบบแล้ว JustCo ยังคำนึงถึงพื้นที่ความบันเทิงที่ช่วยให้สมาชิกได้ผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยการเล่นปิงปอง ฟุตบอลโต๊ะ และตู้เกมส์ แถมเรายังมีพื้นที่ให้กับชั้นเรียนเพื่อสุขภาพ และห้องประชุมย่อยๆ อีกด้วย

“สำหรับเรา Co-Working ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของพื้นที่การทำงาน แต่เรากำลังปฏิวัติธุรกิจพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั้งหมด” Wan Sing กล่าว “เมื่อคุณเติบโต แน่นอนว่าคุณจะต้องการแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม แต่แสนสิรินั้นเอื้อผลประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับธุรกิจของเรานอกเหนือไปจากเงินทุน ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของแสนสิริในตลาดเอเชียจะช่วยให้เราเติบโตได้อย่างรวดเร็ว”

 

“แสนสิริคือผู้นำอันดับหนึ่งด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย” Wan Sing กล่าวต่อ “แน่นอนว่าผู้คนในโครงการต่างๆ ของแสนสิริก็ต้องทำงาน จากมุมของคนทำงานผู้เห็นคุณค่าของการเปิดพื้นที่ทำงานร่วมกัน เราเชื่อเหลือเกินว่า เราจะช่วยให้ชีวิตการทำงานของพวกดีขึ้นได้อย่างแน่นอน”

Q&A

Wan Sing Kong

CEO

ถาม: วิถีการทำงานของคนในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างไร?

ตอบ: การทำงานในปัจจุบันมีรูปแบบที่เปิดกว้างมากขึ้น ทั้งในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมทำงานที่มีชีวิตชีวา การมีความยืดหยุ่น และการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับผู้คน คนทำงานจะไม่เก็บตัวอยู่ในพื้นที่ปิดอีกต่อไปแล้ว เราต่างต้องเปิดตัวรับสิ่งใหม่ๆ โมเดลสำนักงานแบบเดิมๆ จะค่อยๆ หายไปในที่สุด

ถาม: การเปิดตัวเองเข้าสู่ตลาดโลกมีความหมายอย่างไรต่อ JustCo?

ตอบ: Co-Working Space คือพื้นที่ทำงานที่มีความยืดหยุ่นและส่งเสริมการทำงานร่วมกัน การจะผนวกทุกองค์ประกอบเหล่านี้ไว้ด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพนั้น โมเดลธุรกิจจะต้องสามารถเพิ่มและลดขนาดได้ตามความเหมาะสม โดดเด่นและตอบโจทย์ในตลาดที่มีความหลากหลาย

ถาม: คุณมักจะผ่อนคลายตัวเองหลังวันทำงานอันแสนยุ่งเหยิงอย่างไร?

ตอบ: ดูหนัง นั่งคุยเล่นกับลูกสาว หรือไม่ก็ออกไปวิ่งจ็อกกิ้งเบาๆ

Farmshelf

Farmshelf

กะทัดรัด ประหยัดเนื้อที่ และเติบโตได้ในอาคาร คือ นวัตกรรมใหม่ของแปลงปลูกผักที่เอื้อให้คนเมืองสามารถสร้างพื้นที่สีเขียวพร้อมรับประทานได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงานเพียงแค่ควบคุมผ่านโทรศัพท์มือถือ

อ่านเพิ่มเติม

ภาคธุรกิจ: อาหารและเครื่องดื่ม/เทคโนโลยี

ปีที่ก่อตั้ง: 2558

ที่ตั้ง: นิวยอร์ก

ลองจินตนาการดูว่า คุณกำลังเดินเก็บผักใบเขียวในห้องนั่งเล่นที่บ้านเพื่อนำไปปรุงเป็นมื้อค่ำแสนอร่อยดูสิ Farmshelf นวัตกรรมใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นในย่านคนเมืองอย่างบรูคลินแห่งนิวยอร์กได้ทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นจริงแล้ว

 

แปลงผักแบบไฮโดรโปนิกส์ที่มีขนาดพอๆ กับชั้นวางหนังสือได้สร้างนิยามใหม่ของการบริโภคผักสดจากฟาร์ม…. ด้วยการยกฟาร์มไปไว้ที่บ้านคุณ! นี่คือการผสมผสานระหว่างการออกแบบอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับความสะอาด กับไอเดียด้านพฤกษศาสตร์และแนวความรู้ทางวิศวกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นวัตกรรมที่มาแทนที่การปลูกผักบนพื้นดินแบบเดิมๆ ช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถปลูกพืชผักได้อย่างยั่งยืนโดยแทบจะไม่ต้องมีทักษะใดๆ ไม่จำเป็นต้องมีดิน ต้นไม้ก็โตได้ด้วยสารละลายที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารที่พืชต้องการ นี่คือการ “ปลูกผักกินเองที่บ้าน” อย่างแท้จริง!

“ผมก็แค่อยากกินผักที่ปลูกเอง เลยออกแบบให้มันปลูกง่าย แบบที่ไม่ว่าใครก็ทำได้ ผมทึ่งเสมอกับผลผลิตที่งอกงามออกมา” Andrew Shearer, CEO

“ผมก็แค่อยากกินผักที่ปลูกเอง เลยออกแบบให้ปลูกได้ง่ายแบบที่ไม่ว่าใครก็ทำได้” Andrew Shearer ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งของ Farmshelf กล่าว “เป้าหมายของเราคือความต้องการในการปฎิวัติธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารให้ได้” ขณะที่จังหวะก้าวของมนุษย์รวดเร็วขึ้นทุกวัน ความท้าทายในการผลิตอาหารป้อนผู้คนทั้งโลกก็ยิ่งมีมากขึ้น Farmshelf จึงอยากทำให้การปลูกผักกินเองเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่ไกลเกินเอื้อม แถมยังประหยัดเวลาผู้บริโภคอีกด้วย ผักที่ปลูกในตู้ของเราโตเร็วกว่าผักปกติถึงสองเท่า แถมยังประหยัดน้ำกว่าการปลูกด้วยวิธีปกติถึง 90% และเพราะคุณเลือกปลูกสิ่งที่คุณอยากกินมันเท่านั้น ลืมเรื่องของของเหลือทิ้งไปได้เลย! ระบบเซนเซอร์และซอฟแวร์อัจฉริยะจะช่วยคงสภาวะที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตให้แก่พืชผัก เราสามารถใช้แอพพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือดูแลและตรวจสอบค่าพีเอชของสารละลาย อุณหภูมิในตู้ หรือแม้แต่ระบบไหลเวียนอากาศได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้มาพร้อมกลไกการแจ้งเตือนเมื่อได้เวลาเก็บเกี่ยวผักในแปลง

ว่าแต่นวัตกรรมนี้จะส่งผลต่อธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารในอนาคตอย่างไรบ้าง? การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับแสนสิริจะช่วยให้ Farmshelf สามารถเผยแพร่วิธีการปลูกผักสดซึ่งอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการให้กับโรมแรม ที่พัก และร้านอาหารมากมายได้แบบอัตโนมัติในราคาที่สมเหตุสมผล เมื่อเราสามารถปรับการเจริญเติบโตของพืชและทำการปลูกผักได้หลากหลายชนิดตามต้องการ ไม่ว่าที่ไหนก็กลายเป็นแปลงผักของเราได้ง่ายๆ ระบบนี้ยังช่วยลดต้นทุน ประหยัดพื้นที่ และลดปริมาณก๊าซคาร์บอนในชั้นบรรยากาศได้อีกด้วย “แสนสิริเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นคนกำหนดทิศทางของลักษณะที่พักอาศัยในอนาคตอย่างแท้จริง” Shearer กล่าวต่อว่า “เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้มีโอกาสพูดคุยกับแสนสิริ เรามักจะถูกถามเกี่ยวกับรูปแบบชีวิตในวันข้างหน้าเสมอ ๆ ทำให้เราตระหนักได้ว่า แสนสิริรู้จักลูกค้าของพวกเขาเป็นอย่างดี”

 

ทั้งสองบริษัทมีแนวคิดเหมือนกันว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นเจ้าของสุขภาพที่ดี ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะอยู่บ้าน ที่ทำงาน หรือเดินทางไปที่ไหนก็ตาม

 

“การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับแสนสิริ ไม่เพียงแต่จะทำให้เราได้พันธมิตรทางธุรกิจที่เห็นคุณค่าของสินค้าของเราเท่านั้น หากแต่เรายังได้เพื่อนที่ช่วยให้ผลผลิตของเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในสังคมได้อย่างงดงามเหมาะสมที่สุดอีกด้วย จากนี้ไป ทั้งแสนสิริและ Farmshelf พร้อมแล้วที่จะช่วยกันสร้างสูตรสำเร็จสู่อนาคตที่อุดมไปด้วยอาหารที่สด รสชาติดี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งกว่าเดิม”

Q&A

Andrew Shearer

CEO

ถาม: นวัตกรรมจากแปลงผักสู่โต๊ะอาหารของคุณเปลี่ยนชีวิตคนเมืองได้อย่างไร?

ตอบ: ผมมองว่ามันเป็นการเดินทางย้อนเวลานะ เมื่อก่อน ในยุคก่อนปฎิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสังคมทางการเกษตร เรามีของกินดีๆ เยอะแยะ แต่ทุกวันนี้ กลับมีคนไม่ถึง 3% ที่อยู่ในวงการการเกษตร จึงเกิดช่องว่างระหว่างผู้คนกับอาหารดีๆ และ ผักสดๆ อีกทั้งคุณภาพยังต่ำกว่ามาตรฐานอีกด้วย เราพยายามพาคุณย้อนกลับไปพบคุณค่าดีๆ แบบในอดีตอีกครั้ง

ถาม: คุณคิดว่าการออกแบบดีๆ จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ได้หรือไม่?

ตอบ: แน่นอนครับ อย่างเป้าหมายการออกแบบของเราก็ยังเป็นไปเพื่อตอบโจทย์อาหารแห่งอนาคต เราเชื่อว่า Farmshelf จะดึงดูดทั้งธุรกิจและผู้บริโภคให้เข้ามามีส่วนร่วมกันได้อย่างกระตือรือล้น ยั่งยืน และมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย

ถาม: อะไรคือเมนูสุดโปรดที่คุณมักปรุงขึ้นจากผลผลิตของ Farmshelf?

ตอบ: ผมชอบเด็ดใบโหระพาเติมลงไปในสลัดแตงโมกับเฟตาชีส แล้วก็ทำซอสแอลมอนด์เพสโต้ที่อวลกลิ่นหอมของยี่หร่า

Monocle

Monocle

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคดิจิทัล การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทำได้รวดเร็วและง่ายดาย ทว่าแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้กลับหาได้ยากยิ่งกว่า

อ่านเพิ่มเติม

ภาคธุรกิจ: สื่อ/ธุรกิจค้าปลีก/การบริการ

ปีที่ก่อตั้ง: 2550

ที่ตั้ง: ซูริค ลอนดอน โตเกียว นิวยอร์ก ฮ่องกง โตรอนโต สิงคโปร์

คนรุ่นใหม่ล้วนให้คุณค่ากับคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งรวมถึงการสรรหาประสบการณ์อันมีค่าและโอกาสสัมผัสประสบการณ์จริง ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดบนโลกก็ตาม

 

แม้ว่าคนสมัยใหม่จะใช้เทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว พวกเขารู้ดีว่าข้อมูลรีวิวประเภทไม่ระบุที่มาก็ไม่สามารถเชื่อถือได้ ในทางกลับกัน ทุกคนต้องการคำแนะนำจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและมีวิสัยทัศน์ครอบคลุมหลากหลายมิติเรื่องราวทั่วโลก

“แสนสิริและ Monocle มีความโดดเด่นในระดับนานาชาติ ทั้งในแง่ของวิสัยทัศน์ แนวคิดที่ส่งผลกระทบต่อสังคมวงกว้าง การให้ความสำคัญกับการออกแบบ รวมไปถึงความใส่ใจในการพัฒนาสังคมเมือง” Tyler Brûlé, บรรณาธิการบริหารและประธาน Monocle

Monocle คือสื่อสิ่งพิมพ์ทรงอิทธิพลแห่งโลกยุคดิจิทัล เปิดตัวครั้งแรกในปี 2007 โดย Tyler Brûlé เขามุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของกลุ่มนักอ่านให้ตรงใจอย่างที่ไม่เคยมีบริษัทใดเคยทำได้มาก่อน เพียงช่วงทศวรรษที่ผ่านมา Monocle ได้สร้างนิยามใหม่แห่งวงการสื่อสิ่งพิมพ์ ด้วยการเป็นนิตยสารที่โดดเด่นทั้งในด้านรูปลักษณ์และเนื้อหา ครอบคลุมสถานการณ์ทั่วโลกทั้งในแง่ของการเมือง สังคม ธุรกิจ วัฒนธรรม การออกแบบ และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยคุณสมบัตินี้เองที่ทำให้ Monocle มีผู้ติดตามอย่างมากมายทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มนักอ่านที่สรรหางานเขียนคุณภาพ คำแนะนำที่เชื่อถือได้ และมุมมองอันแตกต่าง

“จากการมองว่าโลกทั้งใบคือตลาดของเรา” Tyler Brûlé บรรณาธิการบริหารกล่าว “เราจึงประสบความสำเร็จในการสร้างฐานลูกค้าที่เชื่อมั่น ไว้วางใจ และติดตามผลงานของเราอย่างเหนียวแน่น”

Monocle ก้าวไกลไปกว่าการเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ แต่เติบโตไปสู่ธุรกิจอีกหลายรูปแบบ ทั้งภาพยนตร์ การจัดการประชุม และรายการวิทยุออนไลน์ 24 ชั่วโมง “เราตั้งใจแต่แรกแล้วว่า Monocle จะเป็นแบรนด์ที่ครบวงจร มากกว่าเป็นเพียงสื่อสิ่งพิมพ์ธรรมดา” Tyler Brûlé กล่าว ปัจจุบัน Monocle มีเครือข่ายร้านค้าปลีกที่กว้างขวางในเมืองใหญ่อย่าง ลอนดอน นิวยอร์ก โตรอนโต ฮ่องกง โตเกียว และสิงคโปร์ และมีร้านค้าออนไลน์อีกด้วย สินค้าหลากหลายประเภทมีจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตัวเองที่คัดสรรแล้วว่าตรงกับรสนิยมของคนที่มีแนวคิดแบบเดียวกันกับแบรนด์ และยังมีร้านกาแฟในลอนดอนและโตเกียวอีกด้วย คนลอนดอนเรียกร้านกาแฟเล็กๆ ที่มีนิตยสาร Monocle ฉบับล่าสุดให้หยิบติดไม้ติดมือไปนี้ว่า “คิออสคาเฟ่” (Kioskafé) แสนสิริและ Monocle ถือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้เกิดมาคู่กันอย่างแท้จริง “ทั้งสองบริษัทมีความโดดเด่นในระดับนานาชาติ ทั้งในแง่ของวิสัยทัศน์ แนวคิดที่มักส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง การให้ความสำคัญกับการออกแบบ รวมไปถึงความใส่ใจในการพัฒนาสังคมเมือง” Brûlé กล่าวต่อ “การเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วยให้เราขยายฐานนักอ่านได้มากยิ่งขึ้น ในระยะยาว เรายังอาจได้เห็นความร่วมมือระหว่างทั้งสององค์กรในด้านอื่นๆ อีก อาทิ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม การค้าปลีกและที่พักอาศัย เป็นต้น”

 

“มิตรภาพระหว่าง Monocle และ แสนสิริ นั้นสานต่อไปได้อย่างไม่รู้จบ ยังมีอะไรอีกมากที่เราอยากทำไปด้วยกัน” Brûlé กล่าว

Q&A

Tyler Brûlé

Editor-in-Chief and Chairman

ถาม: คนทำสื่อสิ่งพิมพ์ควรเตรียมตัวสำหรับอนาคตอย่างไรบ้าง?

ตอบ: คนทำสื่อสิ่งพิมพ์จะต้องมีความมั่นใจ เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงแก่นของวงการธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์อย่างแท้จริง พร้อมประกาศตัวให้โลกรู้ว่าธุรกิจหลักของเราคือการทำนิตยสาร และนิตยสารแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น มีบริษัทสื่อมากมายที่ประกาศตัวว่าเป็นคนทำสื่อตัวจริงเสียงจริง แต่กลับพลาดตัดข้อมูลชั้นดีออกไป ก่อนที่จะมองภาพออกด้วยซ้ำว่า จะสร้างฐานผู้อ่านในโลกดิจิทัลนี้ได้อย่างไร

ถาม: Monocle กำลังจะมีอะไรใหม่ๆ บ้าง?

ตอบ: จะมีสำนักงานใหม่ในลอสแอนเจลิสและกรุงเทพฯ จะออกหนังสือเล่มใหม่ๆ และพร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในห้องสุขภัณฑ์

ถาม: คุณเห็นโอกาสอะไร ในการเข้าเป็นพันธมิตรกับแสนสิริและแบรนด์อื่นๆ?

ตอบ: ด้วยชื่อเสียง และผลงานที่ประสบความสำเร็จต่างๆ ที่ผ่านมาของ Monocle ด้านการสร้างสรรค์ และนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสังคมเมือง เรารู้สึกได้ถึงโอกาสอันดีที่จะสร้างมิติใหม่ให้กับวงการด้านที่พักอาศัยและการค้าปลีก ติดตามกันให้ดีนะครับ

สรุป

พันธมิตรทางธุรกิจทุกรายที่แสนสิริจับมือด้วยล้วนแล้วแต่เป็นทั้งผู้นำและผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมของตัวเองกันทั้งสิ้น ทุกแบรนด์ต่างประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการให้ความสำคัญกับการศึกษาความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของลูกค้าอย่างจริงจัง แบรนด์ผู้นำธุรกิจเหล่านี้ที่ได้รับการเชิญมาร่วมเป็นพันธมิตรกับแสนสิรินั้นจะร่วมแรงร่วมใจ และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดภายใต้บรรยากาศของความชื่นชมและความพึงพอใจของทุกฝ่าย การเติบโตของเราจะแข็งแกร่งด้วยโมเดลทางธุรกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายย่อมสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดขึ้นได้และสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตเหนือระดับแบบที่แสนสิริยึดมั่นเสมอมา แสนสิริเชื่อมั่นว่ามาตลอดว่า ผลลัพธ์ของความร่วมมือครั้งสำคัญทางธุรกิจครั้งนี้จะส่งผลที่สามารถสัมผัส และรับรู้ไปได้ทั่วโลก เราจะเติบโตไปด้วยกัน และร่วมกันพัฒนาวิถีชีวิตของเราทุกคนให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

กรุณาติดต่อ

Sansiri PR

pr@sansiri.com
+662 201 3905-6